เทรนด์ไลฟ์สไตล์ส่วนบุคคลในยุคนี้ คือ การออกกำลังกาย เราจะพบว่าคนส่วนใหญ่หันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจุดเริ่มต้นในการออกกำลังของแต่ละคน จะมาจากการตามกระแสหรือความตั้งใจส่วนตัวก็ตาม แต่การลุกขึ้นมาออกกำลังกายนั้นจะส่งผลบวกต่อชีวิตอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือความคิด

ผมเป็นคนหนึ่งที่เลือกวิธีออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นลักษณะของการวิ่งพักผ่อนมากกว่าออกกำลังกายแบบจริงจัง จนเมื่อเริ่มรู้สึกว่าร่างกายแบกน้ำหนักมากเกินมาตรฐานตัวเองจะรับได้ ปฏิบัติการวิ่งอย่างจริงจังเพื่อการคุมน้ำหนักจึงเริ่มขึ้น

สิ่งที่ตั้งใจไว้อย่างแรกเลยหลังจากตัดสินใจที่จะวิ่งอย่างจริงจัง ก็คือ จะไม่หาข้อมูลเรื่องการวิ่งโดยเด็ดขาด (เพราะถือว่าวิ่งเป็นอยู่แล้ว) แต่จะเรียนรู้ด้วยประสบการณ์จากวิ่งนี่แหละ ปรับปรุงมันไปเรื่อยๆ

ประสบการณ์ในการวิ่งเมื่อครั้งอดีต ทำให้ได้ข้อสรุปหนึ่งว่า สถานที่ที่เหมาะแก่การวิ่งอย่างจริงจังก็คือ สวนสาธารณะ และต้องเป็นสวนสาธารณะที่มีขนาดใหญ่เสียหน่อย การวิ่งอย่างจริงจังจึงจะมีประโยชน์ แต่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีระยะทางยาวนั้น ก็ทำให้บางขณะในการวิ่งเกิดความรู้สึกท้อและแอบบ่นในใจว่า ทำไมทางมันช่างไกลจัง

การเริ่มหาสูตรที่ทำให้เรายืดระยะทางในการวิ่งและยังสนุกกับมัน หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือไม่เบื่อไปเสียก่อน ซึ่งเมื่อมองรอบข้าง วิธีที่หลายคนมักทำกันก็คือฟังเพลงขณะที่วิ่ง แต่เนื่องจากส่วนตัวไม่มีรสนิยมที่อยากจะฟังเพลงไปวิ่งไป เพราะชอบคิดเรื่องราวในชีวิตหรือคิดเรื่อยเปื่อยมากกว่า การฟังเพลงจะทำให้สมองมาคิดไม่ได้ วิธีนี้จึงตัดไป

วิธีมองคนวิ่งข้างหน้าเรา จะว่าไปแล้วนี่เป็นวิธีที่ดีเลยนะที่จะช่วยให้เรายืดระยะในการวิ่งได้ แต่ปัญหาคือ เราจะหาคนวิ่งจังหวะเดียวกับเราที่ทำให้สายตาเราจับที่เขาตลอดนั้นเป็นไปได้ยาก หากเขามีจังหวะก้าวที่ยาวและเร็ว สักพักสายตาเราก็ตามไม่ไหว แต่หากเขามีช้าจังหวะก้าวสั้น แป๊บๆ เราก็วิ่งแซงเขาไปแล้ว ฉะนั้นวิธีนี้ยังไม่ใช่ ตัดไป

วิธีตั้งเป้าระยะทางวิ่งเลย เช่น คิดไว้เลยวันนี้จะวิ่ง 2 รอบ หรือวันนี้จะวิ่ง 3 รอบ แต่เราก็พบว่าบางครั้ง เรารู้สึกล้าหรือเหนื่อยเร็วกว่าที่คิด ซึ่งอาจเป็นเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือจังหวะวิ่งของเรายังไม่ดี เกิดความไม่สม่ำเสมอ จนทำให้เหนื่อยเร็ว บางครั้งการตั้งเป้าหมายแบบนี้ เปอร์เซนต์การถึงเป้าจะต่ำมาก

วิธีนับจังหวะ (หรือนับก้าว) หนึ่งสองหรือนับจำนวนไปเรื่อยๆ ในใจ เหมือนจะดีเลยนะ แต่บางครั้งก็พบว่ามันใช้สมาธิมากไป จากรู้สึกสนุกในตอนเริ่มต้น มันชักจะไม่สนุกเมื่อร่างกายรู้สึกเหนื่อย และการนับจังหวะหรือนับก้าว ทำให้เราไม่มีสมองจะมาคิดเรื่องอื่นๆ

แต่ในสุด ตลอดเวลาหลายเดือนที่วิ่ง ก็ได้ค้นพบวิธีที่เหมาะกับตัวเอง ก็คือ การมองทางข้างหน้าในระยะสั้นๆ เพียง 2 เมตร ซึ่งหากไปถามกูรูด้านการวิ่ง คงโดนตบหัวกลับมาแน่ เพราะแนวโน้มน่าจะไประยะวางสายตาที่สั้นเกินไป แต่ส่วนตัวกลับรู้สึกว่าระยะนี้มันกำลังดีสำหรับตัวเอง ทำไมละเหรอ? ก็เพราะว่า มันเป็นระยะที่ทำให้เราโฟกัสกับการวิ่งแบบไม่ต้องจงใจ เป็นระยะวิ่งที่แค่ก้าวขาไม่กี่ก้าวเราก็พิชิตระยะ 2 เมตรนี้ได้แล้ว และเมื่อเราผ่านระยะ 2 เมตรไปเรื่อยๆ เราจะเกิดความรู้สึกพิชิตเป้าหมายได้เรื่อยจนร่างกายมันชินมันจำ ทีนี้จะร้องเพลง จะนับก้าว จะคิดเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตขณะที่วิ่งแบบที่ผมชอบ ผมก็ทำได้อย่างสบาย ไม่อึดอัด

แน่นอนว่าระหว่างการวิ่ง อาการเหนื่อย ล้า อยากหยุดแล้ว มันมี แต่วิธีนี้ทำให้ระยะทางในการวิ่งของผมดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้เป้าหมายในการเผาผลาญน้ำหนักส่วนเกินของผม ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้น การตั้งเป้าหมาย มองที่ระยะ 2 เมตรนี้ ไม่ใช่ค่ามาตรฐานแต่อย่างใด แต่มันเป็นแค่มาตรฐานที่ตัวผมรับมันได้ บางครั้งการที่เราตั้งเป้าหมายไกลไป เราก็รู้สึกว่าใช้เวลานานนะไม่ไหร่จะถึง ร่างจะพังแล้วนะ หรือมองคนที่วิ่งเร็วกว่าเราเป็นหลัก หากคนนั้นไปเร็วกว่ามันก็เกิดความรู้สึกเปรียบเทียบให้ใจหม่นหมอง

มันก็เหมือนกับที่เรามองเป้าหมายชีวิต เราตั้งเป้าหมายที่มันใหญ่มากๆ เราก็ต้องใช้เวลามากและพลังใจที่มากยิ่งกว่าในการไปถึง หากจิตใจไม่เข้มแข็งก็พาลจะเลิกล้มเอาเสียก่อน หรือเราเอาชีวิตของเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น หากเขาได้ดีกว่าเราก็พาลจิตใจเศร้าหมอง

แต่การตั้งเป้าหมายระยะสั้น เช่น 1 เดือน 3 เดือน หรือ 1 ปี หรือไม่ใหญ่จนเกินไป จึงเป็นเหมือนกับการมองเป้าหมายระยะมอง 2 เมตร ไม่รู้หรอกว่ามันถูกหรือผิด แต่มันเป็นเป้าหมายที่เรารู้สึกว่า เราสามารถพิชิตมันได้ ทำมันได้แน่ๆ โดยใช้ระยะเวลาและความเพียรไม่นาน ซึ่งไม่ได้กำลังบอกว่าเราไม่ได้ควรตั้งเป้าหมายใหญ่หรือไม่ควรทะเยอทะยาน เรามีได้ แต่ต้องฉลาดตั้งในระดับที่เราสามารถผลักดันตัวเองไปสู่เป้าหมายนั้นได้

หากเราอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงของชีวิตตัวเอง ไม่มีเป้าหมายใดหรอกที่ใหญ่เกินไป มันก็เหมือนกับเราวิ่งนั่นแหละ แม้เรามองเป้าหมายชีวิตระยะ 2 เมตร แต่เมื่อเราอยากมองเป้าหมายรวมหรือเป้าหมายใหญ่ของชีวิต เราก็แค่เงยหน้าให้สูง ขึ้นมามองรอบๆ เราก็เห็นมันละ ว่าเป้าหมายในการวิ่ง (ชีวิต) ไม่อยากเกินพิชิต…

ที่มาภาพ unsplash / davidmarcu